Mon
8
Dec
2014

ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนำมาเป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต


ศาสนาทุกศาสนาต่างมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนเรา เพราะถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามต่างๆ สำหรับพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนไทย โดยผสมผสานอยู่ในกิจกรรมต่างๆจนก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติ ในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนชาติไทยนับตั้งแต่สมัยที่ชนชาติไทยมีประวัติศาสตร์อันชัดเจน ชาวไทยได้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา

ในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยได้ผูกพันประสานกลมกลืนกับหลักความเชื่อและหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาตลอดระยะเวลายาวนาน ชาวไทยทั้งประเทศตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ลงมาจนถึงผู้ชายชาวบ้านสามัญชนทั้งหลาย ได้บวชเรียนรับการศึกษาจากสถาบันพระพุทธศาสนา กิจกรรมใหญ่ที่มีความสำคัญของรัฐของชุมชนล้วนแต่มีส่วนประกอบด้านพระพุทธศาสนาเป็นพิธีการ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญ และเสริมคุณค่าทางจิตใจ จากความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ มีเหตุผลพอที่จะประมวลได้ดังนี้
1. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ พลเมืองที่นับถือ พระพุทธศาสนา ประมาณร้อยละ 95 หรือพูดได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา
2. พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย วิถีชีวิตของ คนไทยผูกพันอยู่อย่างแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา หลักธรรมความประพฤติปฏิบัติ การดำเนิน ชีวิต และกิจกรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ได้หล่อหลอมชีวิตจิตใจและลักษณะนิสัยของคนไทย ให้เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง และร่าเริงแจ่มใส เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แสดงความเป็นมิตร ประเพณีและพิธีการต่าง ๆ ในวงจรชีวิตของแต่ละบุคคลในสังคมล้วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตลอด
3. พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชนชาวไทย คนที่ จะอยู่ร่วมกันได้ดีมีความพร้อมเพรียงต่อเมื่อมีหลักความเชื่อหรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน เป็นเหมือนแกนหรือสายเชือกที่ร้อยประสานกันไว้ หลักความเชื่อหรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งหลายนั้น กล่าวได้ว่า ศาสนาเป็นหลักความเชื่อที่มีกำลังมากที่สุด และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่เหนียวแน่นลึกซึ้งที่สุด ประเทศใดประชาชนทั้งหมดหรือคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาเดียวกันก็ต้องนับว่าประเทศชาตินั้นมีโชคดีอย่างยิ่งที่จะไม่ต้องประสบความยากลำบากในการที่จะทำให้ประชาชนมีจิตใจประสานรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมั่นใจได้ว่าจะสามารถสร้างเสริมความพร้อมเพรียงสามัคคีขึ้นได้โดยง่าย
4. พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่ชาติไทย ชนชาติไทยได้นับถือพระพุทธศาสนาสืบต่อ กันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน กิจการและเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มากมายในบ้านเมือง เรื่องราวพระพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับวัด ในยุคปัจจุบันก็ยังมีคำขวัญที่ถือกันต่อ ๆ มาว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันเป็นความหมายที่แสดงโดยสีทั้งสามของไตรรงค์ซึ่งเป็นธงชาติไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักของประเทศ

Mon
17
Nov
2014

บทบาทของศาสนาที่มีผลต่อสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด


การศึกษาวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของสังคมโลก จะต้องเริ่มศึกษาตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก โดยอาศัยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  อาทิ เครื่องมือ เครื่องใช้โบราณสถานโบราณวัตถุและหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ถูกค้นพบ ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต  กฎระเบียบ ความเชื่อ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน

พุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลด้วยเช่นกัน กล่าวคือ พุทธศาสนาเป็นสถาบันสังคมที่เอื้ออำนวยให้สังคมดำรงอยู่อย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในทำนองเดียวกันสังคมได้อุปถัมภ์และส่งเสริมให้ศาสนามีความเจริญ และเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง มีวัดและพระสงฆ์ทำหน้าสนับสนุนการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและค่านิยม ให้ตอบสนองวัตถุประสงค์ของสังคมและให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ดังที่สมบูรณ์ สุขสำราญ ได้กล่าวว่า วัดได้ทำหน้าที่ต่อสังคมไทยในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. เป็นสถานศึกษา ซึ่งชาวบ้านส่งลูกหลานมารับการฝึกอบรมทางศีลธรรมหรือมารับใช้พระ เป็นการเล่าเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ ทางอ้อมจากระได้ทุกเวลาและโอกาส
2. เป็นสถานสงเคราะห์ เป็นที่พักของคนเดินทางและสำหรับคนยากจนได้มาอยู่อาศัย เป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาชีวิตครอบครัวและความทุกข์ต่าง ๆ และช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของชาวบ้า รวมทั้งช่วยรักษาผู้เจ็บป่วยตามความรู้ของพระในขณะนั้น
3. เป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่ชาวบ้านมาพบประสังสรรค์ทำกิจกรรมและพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งชาวบ้านจะหาความบันเทิงในงานเทศกาลและการมหรสพต่าง ๆ ที่วัดได้

วัดเป็นศูนย์ลางซึ่งรวมจิตใจประชาชนในด้านความเคารพเชื่อถือ และการร่วมมือซึ่งกันและกัน นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงคนธรรมดาสามัญ โดยมีพระสงฆ์ทำหน้าที่และมีบทบาทสำคัญ นอกจากนี้พุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้มีความสามัคคี สามารถรวมตัวเป็นสังคมที่มีความมั่นคง เป็นระเบียบเรียบร้อยและมีความเป็นปึกแผ่นได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

Sat
18
Oct
2014

การเมืองและศาสนามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

คนไทยเริ่มมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลมากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ความไม่มั่นใจได้ผ่อนคลายลง แม้จะยังคงมีพฤติกรรมการกำกับดูแลการใช้จ่าย และประหยัดอยู่ โดยเฉพาะสินค้าด้านอุปโภคบริโภคที่ฟุ่มเฟือย

คนไทยมั่นใจเศรษฐกิจมากขึ้น! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถามถึงความมั่นใจ โดยให้ประเมินสภาพทางการเงินของตนเทียบกับปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร สรุปได้ว่า คนไทยคิดว่าฐานะทางการเงินของตนดีกว่าปีที่แล้วอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน คนที่คิดว่าสภาพทางการเงินของตนแย่กว่าปีที่แล้วก็ลดลง และที่น่าสังเกตคือ คนไทยมีความกังวลต่อเศรษฐกิจลดลง! กล่าวคือผลสำรวจชี้ว่า คนไทยมีความเชื่อสูงขึ้นว่าเศรษฐกิจของไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ และเชื่อว่าแย่กว่าปีที่ผ่านมาลดลง

วัฒนธรรมประเพณีมีผลต่อพฤติกรรมคนไทย! หากพิจารณาพฤติกรรมของคนไทยในการใช้เวลาในช่วงวันหยุดเทศกาล นักขัตฤกษ์ หรือวันบุญต่างๆ พบว่า คนไทยยังให้ความสำคัญวัฒนธรรมและประเพณีดังกล่าว รวมทั้ง อาจจะใช้เวลาเพื่อการพักผ่อนจากการคร่ำเคร่งด้านการงาน รวมไปถึงความเครียดจากสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม และการดำเนินชีวิตประจำวัน กล่าวคือ แม้ว่าถูกคุกคามและกลืนกินวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกและทุนนิยม และวิกฤตการเมืองช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา คนไทยก็ยังมีพฤติกรรมตามประเพณีโดยออกไปทำบุญ หรือใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้าน หรือไปเยี่ยมผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของคนไทยในการใช้เวลากับกิจกรรมดังกล่าวสั้นกว่าสองปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นผลจากช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาไม่ใช่วันหยุดต่อเนื่องเหมือนเทศกาลสงกรานต์ก็เป็นไปได้

คนไทยมีความสุขหรือเปล่า? วิกฤตเศรษฐกิจของโลกและวิกฤตการเมืองของไทยรุนแรง คนไทยมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและนโยบายในการแก้ปัญหาของรัฐบาลหรือไม่ อาจเป็นเรื่องรอง แต่ที่สำคัญคือ คนไทยมีความสุขหรือเปล่า…ผลการสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า ปีนี้มีความสุขไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณร้อยละ 22 เห็นว่า มีความสุขมากกว่าปีที่ผ่านมา และประมาณร้อยละ 19 ยังคิดว่าปีที่แล้วมีความสุขมากกว่า

ผลสำรวจชี้สนับสนุนบทสรุปที่ว่า ความมั่นใจของคนไทยในสภาพปัจจุบันและอนาคตดีขึ้น และผ่อนคลายขึ้น! กล่าวคือ ความคาดหวังว่าครึ่งปีหลังระดับความสุขของคนไทยจะเป็นอย่างไรคาดว่าคนไทยน่าจะมีความสุขมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสุขมากในปีนี้หรือปีผ่านมาก็ตาม อย่างน้อย 1 ใน 4 ของคนทั้ง 2 กลุ่ม คาดหวังว่าในครึ่งนี้หลังนี้คนไทยจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

Fri
26
Sep
2014

แนวความคิดทางการเมืองในหลักทางพระพุทธศาสนา

แนวความคิดทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุนั้น มีพื้นฐานแนวความคิดอิงหลักทางพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเถรวาทพระพุทธศาสนานิกายเซน และศาสนาอื่นๆ เช่นคริสตศาสนาเป็นต้น คุณค่าการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางศาสนากับแนวความคิดทางการเมืองของท่านสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนแรกแนวความคิดของท่านมีคุณค่าทางด้านจิตใจ ด้วยท่านเสนอว่า ระบบการเมืองใดก็ได้ถ้าหากประกอบด้วยธรรมแล้ว ถือว่าเป็นรูปแบบการเมืองที่ดีที่สุดในทัศนะของท่าน ท่านได้เสนอแนวความคิดทางการเมืองแบบ “ธรรมิกสังคมนิยม” เราอาจนำความคิดของท่านไปเป็นระบบจริยธรรมทางการเมือง อุดมคติทางการเมืองและเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองได้ ส่วนที่สอง ด้านการบริหารจัดการการปกครองนั้น ท่านเห็นว่าผู้ปกครองสามารถใช้วิธีการเผด็จการโดยธรรมได้ในคราวจำเป็น ท่านเสนอให้เป็นข้อเลือกของผู้ปกครองที่จะนำวิธีการนี้ในบางคราวของเหตุการณ์บ้านเมืองแต่ผู้ปกครองนั้นต้องมีธรรมกำกับ จึงจะเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด ท่านเน้นการประยุกต์ใช้หลักธรรมสำหรับผู้ปกครองมากกว่าผู้อยู่ใต้ปกครอง ด้วยเหตุผลว่า การประยุกต์ใช้หลักธรรมกับผู้ปกครองเพียงคนเดียวง่ายกว่าจะทำให้ผู้อยู่ใต้ปกครองจำนวนมากมีธรรม แนวความคิดทางการเมืองแบบ “ธรรมิกสังคมนิยม” เป็นสังคมนิยมอุดมคติ ท่านเน้นการไม่สะสมส่วนเกิน การไม่เห็นแก่ตัวทุกคนคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมีความเอื้อเฟื้อแผ่เมตตากรุณาต่อกัน ต้องทำงานในส่วนของตนและเจียดจ่ายส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น แม้ว่าแนวความคิดทางการเมืองแบบนี้จะมีความแตกต่างระหว่างชนชั้น แต่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาต่อกัน หลักธรรมที่ พุทธทาสภิกขุ นำมาประยุกต์ใช้กับ “ธรรมิกสังคมนิยม” คือหลักทศพิธราชธรรม, มรรคมีองค์ ๘, โพชฌงค์ ๗, อิทธิบาท ๔, ศีล สมาธิ ปัญญา และหลักเมตตาธรรม เป็นต้น

แนวความคิดทางการเมืองของมหาตมะ คานธี มีพื้นฐานความคิดอิงหลักทางศาสนาฮินดู โดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางศาสนาฮินดูและศาสนาอื่นๆ เช่น พระพุทธศาสนาและคริสตศาสนา เป็นต้น คุณค่าแนวความคิดของท่านอาจแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก คุณค่าทางด้านจิตใจ โดยท่านได้นำวิธีการแบบ “อหิงสา” มาใช้กับแนวความคิดทางการเมืองของท่าน อหิงสาเป็นผลของหลักสัตยาเคราะห์ในภาคปฏิบัติ หลักการสัตยาเคราะห์เป็นหลักการที่ท่านสร้างขึ้นมาเอง โดยท่านได้รับอิทธิพลจากการขัดเกลาทางสังคมระหว่างศาสนาต่างๆ การใช้วิธีต่อสู้ทางการเมืองแบบ “อหิงสา” เป็นระบบจริยธรรมของอินเดีย คือการไม่ใช้ความรุนแรงและเน้นพลังแห่งความรัก พลังแห่งความดีงามมาแก้ปัญหาทางการเมือง รวมทั้งผู้ปกครองจะต้องเอื้ออำนวยต่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ท่านเน้นหลักธรรมสำหรับผู้ที่อยู่ในสังคมทุกคน ส่วนที่สอง ในทางการเมือง มหาตมะ คานธี นำวิธีการ “อหิงสา” มาเป็นวิธีการต่อต้านผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรมจนประสบความสำเร็จนำเอกราชมาสู่อินเดียได้ สัตยาเคราะห์เป็นทั้งกลักการ การบริหารจัดการและเป็นขบวนการต่อสู้ทางการเมืองแบบเฉพาะของ มหาตมะ คานธี หลักการเด่นของ “สัตยาเคราะห์” คือการไม่ใช้ความรุนแรง เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว สัตยาเคราะห์ขึ้นอยู่กับหลักการ ๒ อย่างคือ ๑) สัจธรรมและศรัทธาในสัจธรรม ๒) การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง และหลักการสัตยาเคราะห์นี้จะต้องบรรลุถึงวัตถุประสงค์ตามหลักธรรม ๓ ประการคือ (๑) สัจธรรม (๒) อหิงสธรรม (๓) ตปธรรม

Sun
14
Sep
2014

3G ให้อะไรกับธุรกิจหรือสินค้าและบริการของคุณ

ความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นกระแสที่ทุกคนให้ความสนใจ อย่างมาก ไม่ว่าจะหันมองไปทางด้านไหนก็เห็นแต่เทคโนโลยีที่เราสร้างสรรค์ ขึ้นมาทั้งนั้น เมื่อมานั่งไตร่ตรองคิดดูอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นว่ามนุษย์ออกแบบ เทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น และเทคโนโลยีซึ่งถูกกล่าวถึง อย่างมากในปัจจุบัน และน่าจะสร้างประโยชน์ให้วงการธุรกิจได้มากหลายหมื่นล้านเลยก็คือเทคโนโลยี 3G ลองมาดูกันดีว่าเทคโนโลยีตัวนี้มีประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจ อย่างไร

3G หรือมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Network) เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการกล่าวถึงและพัฒนามานานกว่า 10 กว่าปีก่อน โดยบริษัทญี่ปุ่น ซึ่ง 3G คือระบบการสื่อสารความเร็วสูงแบบไร้สาย สามารถส่งผ่านข้อมูลมัลติมีเดียรูปแบบต่างๆ เป็นการรวมกันระหว่างการนำเสนอข้อมูลผสมผสานกับรูปแบบเทคโนโลยี ซึ่ง เป็นส่วนที่เพิ่มเติมและพัฒนามาจากเดิมคือ 2G ที่ประเทศไทยกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ด้วยความที่ 3G ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับประเทศไทยขณะนี้และยังไม่มีการเปิดให้ใช้อย่างเต็มรูป แบบด้วย ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ประโยชน์ที่ธุรกิจของเราจะได้รับจากเทคโนโลยีตัว นี้กัน

  1. ความรวดเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถส่งผ่านข้อมูลทั้งในรูปแบบคำพูดหรือข้อ ความต่างๆ เพราะหลายครั้งความสำเร็จของธุรกิจตัดสินกันเป็นวินาที เราขอยกตัวอย่างเช่น หากเรากำลังรอข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในเซ็นสัญญาซื้อขาย โดยเราได้สั่งลูกน้องให้ออกไปหาและเก็บข้อมูลดังกล่าวนอกสถานที่และให้ รายงานผลกลับมาในทันทีเพราะมีคู่แข่งรอจะทำการซื้อขายอยู่เช่นกัน แต่ปรากฏว่าการทำการซื้อขายเกิดผิดพลาด บริษัทคู่แข่งได้สัญญาดังกล่าวไป เพราะเรามัวแต่รอข้อมูลซึ่งส่งมาให้ช้าเกินไปเพราะใช้เทคโนโลยี แบบเดิมๆ จะเห็นได้ว่าความรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้เราสามารถสร้างความได้เปรียบทาง ด้านข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวนักในธุรกิจ ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหากเราสามารถเป็นผู้ เข้าตลาดและออกจากตลาดก่อนเป็นคนแรก ธุรกิจของเราจะได้เปรียบคู่ต่อสู้ขนาดไหน

ความรวดเร็วของเทคโนโลยีจะทำให้คุณได้เปรียบด้านข่าวสารมากขึ้นหลายเท่าตัว

  1. ใช้บริการมัลติมีเดียได้มากขึ้น จุดนี้เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของเทคโนโลยี 3G ที่เพิ่มเข้ามาจากเทคโนโลยีเดิมในปัจจุบัน เราสามารถรับชมโทรทัศน์หรือฟังวิทยุผ่านโทรศัพท์มือถือได้ นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟกซ์ โทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศ รับส่งข้อความหรือไฟล์ภาพขนาดใหญ่ อาทิ คุณกำลังมองหาที่ดินใจกลางเมืองเพื่อปลูกสร้างสำนักงานหรือซื้อเพื่อเก็ง กำไรในอนาคต เราก็สามารถถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตีราคาประเมินเพื่อนำมาใช้ ประกอบการตัดสินใจ หรือบางทีเราอาจใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อรับชมรายการวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาด หุ้นในกรณีที่เรา อยู่นอกสถานที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกก็ตาม หรือเราอาจรับชมวิดีโอการสัมมนาก็ยังสามารถทำได้ เรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง
  2. ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสารได้ทั่วโลก เจ้าของธุรกิจหรือนักบริหารทั้งหลายมักต้องประชุมทางธุรกิจกันบ่อยครั้ง และก็บ่อยครั้งเช่นกันที่เรามีนัดประชุมทางธุรกิจในเวลาเดียวกับที่เราติด ธุระ สำคัญจนไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขด้วยเทคโนโลยี 3G ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าร่วมประชุมได้จากทั่วทุกมุมโลก โดยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video conference) และไม่แน่ว่าการพูดคุยกับลูกค้าแบบเห็นหน้ากันอาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต
  3. เชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการเข้าถึงและเชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นศักยภาพสูงสุด ที่ 3G มีเหนือกว่าระบบแบบเดิมๆ อีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงอีกต่างหาก เราสามารถเข้าดูข้อมูลตามเว็บไซต์ผ่านอินเทอร์เน็ตทางโทรศัพท์มือถือ นอกเหนือจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์และอัพโหลดไฟล์เอกสารสัญญาการซื้อขาย ต่างๆ ได้ อีกด้วย ที่พิเศษมากกว่านั้นคือเป็นการเปิดประตูสู่การทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น การโอนเงินออนไลน์ไปยังธนาคารต่างๆ จะมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นหากคิดใน ทางกลับกัน เรายังสามารถเป็นผู้ให้หรือผู้ส่งข้อมูลข่าวสารและโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและ บริการต่างๆ ของบริษัทไปยังผู้บริโภคได้อีกด้วย นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนการสื่อสารทางกรตลาด ไปอย่างสิ้นเชิง

การทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เห็นได้ว่าเทคโนโลยี 3G ซึ่งเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยในขณะนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนต่อธุรกิจ ซึ่งเราสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับบริษัทได้อีกทางหนึ่งด้วย ที่สำคัญคือเราต้องเริ่มปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีตัวใหม่นี้ให้เร็วที่ สุด ให้สามารถควบคุมหรือดัดแปลงประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับธุรกิจ เพราะการที่เราสามารถเดินนำหน้าคนอื่นแม้แต่เพียงครึ่งก้าวก็สามารถสร้าง ความแตกต่างทางธุรกิจได้มากมายมหาศาลแล้ว