Mon
19
Jan
2015

ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการดำเนินชีวิตของคนไทย


ศาสนาเป็นสิ่งที่มีมาช้านาน ในระยะแรกศาสนาเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อขจัดความหวาดกลัวสิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบตัวของมนุษย์ คิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของผู้มีฤทธิ์มากกว่าตน เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้ธรรมชาติมากขึ้นและเกิดเป็นศาสนาที่มีเหตุผลเข้ามาเป็นแบบแผนและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ความเชื่อศรัทธาในกิจกรรมหรือพิธีกรรมต่างๆ ของแต่ละศาสนาก็กลายมาเป็นประเพณี วัฒนธรรมที่ทำสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

ศาสนาทุกศาสนา จะเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ มีหลักธรรมคำสั่งสอนที่มุ่งหมายสั่งสอนให้คนที่เป็นสมาชิกในสังคมเป็นคนดี มีคุณธรรมมีเหตุผลและศรัทธาในความถูกต้อง มีพิธีกรรมและเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสนานั้นๆ บุคคลไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ บทบาทใดจะต้องยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมหรือหลักคำสอนจะช่วยแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้ อีกทั้งจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สำหรับคนไทยแล้ว ศาสนาเป็นสถาบันสำคัญของสังคมไทยโดยยอมรับศาสนาพุทธ เป็นศาสนาสำคัญประจำชาติและเปิดโอกาสให้บุคคลนับถือศาสนาต่างๆได้โดยอิสระ ยอมให้ศาสนาสำคัญทั้งปวงตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ เช่นศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ อินดู เป็นต้น แต่ศาสนาพุทธเป็นจุดรวมจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ จึงได้ยึดหลักธรรมมาเป็นพื้นฐานของชีวิตเพื่อที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศด้วย นอกจากศาสนาพุทธแล้ว ยังนำสิ่งที่มีคุณค่าของศาสนาอื่นมาผสมผสานกับหลักของศาสนาพุทธด้วย เช่น พิธีกรรมของพราหมณ์ในการตั้งศาลพระภูมิ การขึ้นบ้านใหม่ การเข้าร่วมทำกิจกรรมกับศาสนาอื่น โดยไม่ถือว่าเป็นการเสื่อมเสียหรือเป็นบาป ยอมรับการแต่งงานกับคนต่างศาสนาได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันของครอบครัว และยังให้การคุ้มครองป้องกันศาสนาและลัทธิความเชื่อทั้งหลายที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

หลักธรรมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ สามารถจูงใจและผูกใจคนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น มนุษย์จะนำศาสนาที่คนนับถือติดตัวไปปฏิบัติหรือเผยแพร่ในที่ใหม่ ศาสนาไม่ใช่ของที่อยู่กับที่แต่จะอยู่ตรงที่หนึ่งที่ใดก็ต่อเมื่อมนุษย์ยังไม่อพยพไปไหน บุคคลที่เกิดมาในศาสนาใดก็จะนับถือศาสนานั้น และมีความประพฤติคล้ายกับบุคคลที่นับถือศาสนานั้นๆ เช่น เด็กฝรั่งที่ถูกเลี้ยงแบบไทยและให้นับถือศาสนาพุทธ ก็จะมีพฤติกรรมและความคิดอ่านไปในแบบไทยๆ เป็นต้น ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของคนในสังคม โดยเฉพาะหลักธรรมที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตซึ่งทุกศาสนามีความสอดคล้องกัน โดยการยึดมั่นในการทำความดี ความสอดคล้องกันของหลักธรรมของแต่ละศาสนาทำให้บุคคลเข้าใจกัน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข

Mon
8
Dec
2014

ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนำมาเป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต


ศาสนาทุกศาสนาต่างมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนเรา เพราะถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามต่างๆ สำหรับพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนไทย โดยผสมผสานอยู่ในกิจกรรมต่างๆจนก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติ ในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนชาติไทยนับตั้งแต่สมัยที่ชนชาติไทยมีประวัติศาสตร์อันชัดเจน ชาวไทยได้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา

ในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยได้ผูกพันประสานกลมกลืนกับหลักความเชื่อและหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาตลอดระยะเวลายาวนาน ชาวไทยทั้งประเทศตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ลงมาจนถึงผู้ชายชาวบ้านสามัญชนทั้งหลาย ได้บวชเรียนรับการศึกษาจากสถาบันพระพุทธศาสนา กิจกรรมใหญ่ที่มีความสำคัญของรัฐของชุมชนล้วนแต่มีส่วนประกอบด้านพระพุทธศาสนาเป็นพิธีการ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญ และเสริมคุณค่าทางจิตใจ จากความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ มีเหตุผลพอที่จะประมวลได้ดังนี้
1. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ พลเมืองที่นับถือ พระพุทธศาสนา ประมาณร้อยละ 95 หรือพูดได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา
2. พระพุทธศาสนาเป็นแกนนำและเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย วิถีชีวิตของ คนไทยผูกพันอยู่อย่างแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา หลักธรรมความประพฤติปฏิบัติ การดำเนิน ชีวิต และกิจกรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ได้หล่อหลอมชีวิตจิตใจและลักษณะนิสัยของคนไทย ให้เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง และร่าเริงแจ่มใส เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แสดงความเป็นมิตร ประเพณีและพิธีการต่าง ๆ ในวงจรชีวิตของแต่ละบุคคลในสังคมล้วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตลอด
3. พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชนชาวไทย คนที่ จะอยู่ร่วมกันได้ดีมีความพร้อมเพรียงต่อเมื่อมีหลักความเชื่อหรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน เป็นเหมือนแกนหรือสายเชือกที่ร้อยประสานกันไว้ หลักความเชื่อหรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งหลายนั้น กล่าวได้ว่า ศาสนาเป็นหลักความเชื่อที่มีกำลังมากที่สุด และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่เหนียวแน่นลึกซึ้งที่สุด ประเทศใดประชาชนทั้งหมดหรือคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาเดียวกันก็ต้องนับว่าประเทศชาตินั้นมีโชคดีอย่างยิ่งที่จะไม่ต้องประสบความยากลำบากในการที่จะทำให้ประชาชนมีจิตใจประสานรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมั่นใจได้ว่าจะสามารถสร้างเสริมความพร้อมเพรียงสามัคคีขึ้นได้โดยง่าย
4. พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันคู่ชาติไทย ชนชาติไทยได้นับถือพระพุทธศาสนาสืบต่อ กันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน กิจการและเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มากมายในบ้านเมือง เรื่องราวพระพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับวัด ในยุคปัจจุบันก็ยังมีคำขวัญที่ถือกันต่อ ๆ มาว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันเป็นความหมายที่แสดงโดยสีทั้งสามของไตรรงค์ซึ่งเป็นธงชาติไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักของประเทศ

Mon
17
Nov
2014

บทบาทของศาสนาที่มีผลต่อสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด


การศึกษาวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของสังคมโลก จะต้องเริ่มศึกษาตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก โดยอาศัยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  อาทิ เครื่องมือ เครื่องใช้โบราณสถานโบราณวัตถุและหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ถูกค้นพบ ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต  กฎระเบียบ ความเชื่อ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน

พุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลกระทบจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลด้วยเช่นกัน กล่าวคือ พุทธศาสนาเป็นสถาบันสังคมที่เอื้ออำนวยให้สังคมดำรงอยู่อย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในทำนองเดียวกันสังคมได้อุปถัมภ์และส่งเสริมให้ศาสนามีความเจริญ และเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง มีวัดและพระสงฆ์ทำหน้าสนับสนุนการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและค่านิยม ให้ตอบสนองวัตถุประสงค์ของสังคมและให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ดังที่สมบูรณ์ สุขสำราญ ได้กล่าวว่า วัดได้ทำหน้าที่ต่อสังคมไทยในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. เป็นสถานศึกษา ซึ่งชาวบ้านส่งลูกหลานมารับการฝึกอบรมทางศีลธรรมหรือมารับใช้พระ เป็นการเล่าเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ ทางอ้อมจากระได้ทุกเวลาและโอกาส
2. เป็นสถานสงเคราะห์ เป็นที่พักของคนเดินทางและสำหรับคนยากจนได้มาอยู่อาศัย เป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาชีวิตครอบครัวและความทุกข์ต่าง ๆ และช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของชาวบ้า รวมทั้งช่วยรักษาผู้เจ็บป่วยตามความรู้ของพระในขณะนั้น
3. เป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่ชาวบ้านมาพบประสังสรรค์ทำกิจกรรมและพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งชาวบ้านจะหาความบันเทิงในงานเทศกาลและการมหรสพต่าง ๆ ที่วัดได้

วัดเป็นศูนย์ลางซึ่งรวมจิตใจประชาชนในด้านความเคารพเชื่อถือ และการร่วมมือซึ่งกันและกัน นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงคนธรรมดาสามัญ โดยมีพระสงฆ์ทำหน้าที่และมีบทบาทสำคัญ นอกจากนี้พุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้มีความสามัคคี สามารถรวมตัวเป็นสังคมที่มีความมั่นคง เป็นระเบียบเรียบร้อยและมีความเป็นปึกแผ่นได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

Sat
18
Oct
2014

การเมืองและศาสนามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

คนไทยเริ่มมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลมากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ความไม่มั่นใจได้ผ่อนคลายลง แม้จะยังคงมีพฤติกรรมการกำกับดูแลการใช้จ่าย และประหยัดอยู่ โดยเฉพาะสินค้าด้านอุปโภคบริโภคที่ฟุ่มเฟือย

คนไทยมั่นใจเศรษฐกิจมากขึ้น! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถามถึงความมั่นใจ โดยให้ประเมินสภาพทางการเงินของตนเทียบกับปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร สรุปได้ว่า คนไทยคิดว่าฐานะทางการเงินของตนดีกว่าปีที่แล้วอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน คนที่คิดว่าสภาพทางการเงินของตนแย่กว่าปีที่แล้วก็ลดลง และที่น่าสังเกตคือ คนไทยมีความกังวลต่อเศรษฐกิจลดลง! กล่าวคือผลสำรวจชี้ว่า คนไทยมีความเชื่อสูงขึ้นว่าเศรษฐกิจของไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ และเชื่อว่าแย่กว่าปีที่ผ่านมาลดลง

วัฒนธรรมประเพณีมีผลต่อพฤติกรรมคนไทย! หากพิจารณาพฤติกรรมของคนไทยในการใช้เวลาในช่วงวันหยุดเทศกาล นักขัตฤกษ์ หรือวันบุญต่างๆ พบว่า คนไทยยังให้ความสำคัญวัฒนธรรมและประเพณีดังกล่าว รวมทั้ง อาจจะใช้เวลาเพื่อการพักผ่อนจากการคร่ำเคร่งด้านการงาน รวมไปถึงความเครียดจากสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม และการดำเนินชีวิตประจำวัน กล่าวคือ แม้ว่าถูกคุกคามและกลืนกินวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกและทุนนิยม และวิกฤตการเมืองช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา คนไทยก็ยังมีพฤติกรรมตามประเพณีโดยออกไปทำบุญ หรือใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้าน หรือไปเยี่ยมผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของคนไทยในการใช้เวลากับกิจกรรมดังกล่าวสั้นกว่าสองปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นผลจากช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาไม่ใช่วันหยุดต่อเนื่องเหมือนเทศกาลสงกรานต์ก็เป็นไปได้

คนไทยมีความสุขหรือเปล่า? วิกฤตเศรษฐกิจของโลกและวิกฤตการเมืองของไทยรุนแรง คนไทยมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและนโยบายในการแก้ปัญหาของรัฐบาลหรือไม่ อาจเป็นเรื่องรอง แต่ที่สำคัญคือ คนไทยมีความสุขหรือเปล่า…ผลการสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 50 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า ปีนี้มีความสุขไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณร้อยละ 22 เห็นว่า มีความสุขมากกว่าปีที่ผ่านมา และประมาณร้อยละ 19 ยังคิดว่าปีที่แล้วมีความสุขมากกว่า

ผลสำรวจชี้สนับสนุนบทสรุปที่ว่า ความมั่นใจของคนไทยในสภาพปัจจุบันและอนาคตดีขึ้น และผ่อนคลายขึ้น! กล่าวคือ ความคาดหวังว่าครึ่งปีหลังระดับความสุขของคนไทยจะเป็นอย่างไรคาดว่าคนไทยน่าจะมีความสุขมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสุขมากในปีนี้หรือปีผ่านมาก็ตาม อย่างน้อย 1 ใน 4 ของคนทั้ง 2 กลุ่ม คาดหวังว่าในครึ่งนี้หลังนี้คนไทยจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

Fri
26
Sep
2014

แนวความคิดทางการเมืองในหลักทางพระพุทธศาสนา

แนวความคิดทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุนั้น มีพื้นฐานแนวความคิดอิงหลักทางพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญโดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเถรวาทพระพุทธศาสนานิกายเซน และศาสนาอื่นๆ เช่นคริสตศาสนาเป็นต้น คุณค่าการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางศาสนากับแนวความคิดทางการเมืองของท่านสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนแรกแนวความคิดของท่านมีคุณค่าทางด้านจิตใจ ด้วยท่านเสนอว่า ระบบการเมืองใดก็ได้ถ้าหากประกอบด้วยธรรมแล้ว ถือว่าเป็นรูปแบบการเมืองที่ดีที่สุดในทัศนะของท่าน ท่านได้เสนอแนวความคิดทางการเมืองแบบ “ธรรมิกสังคมนิยม” เราอาจนำความคิดของท่านไปเป็นระบบจริยธรรมทางการเมือง อุดมคติทางการเมืองและเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองได้ ส่วนที่สอง ด้านการบริหารจัดการการปกครองนั้น ท่านเห็นว่าผู้ปกครองสามารถใช้วิธีการเผด็จการโดยธรรมได้ในคราวจำเป็น ท่านเสนอให้เป็นข้อเลือกของผู้ปกครองที่จะนำวิธีการนี้ในบางคราวของเหตุการณ์บ้านเมืองแต่ผู้ปกครองนั้นต้องมีธรรมกำกับ จึงจะเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด ท่านเน้นการประยุกต์ใช้หลักธรรมสำหรับผู้ปกครองมากกว่าผู้อยู่ใต้ปกครอง ด้วยเหตุผลว่า การประยุกต์ใช้หลักธรรมกับผู้ปกครองเพียงคนเดียวง่ายกว่าจะทำให้ผู้อยู่ใต้ปกครองจำนวนมากมีธรรม แนวความคิดทางการเมืองแบบ “ธรรมิกสังคมนิยม” เป็นสังคมนิยมอุดมคติ ท่านเน้นการไม่สะสมส่วนเกิน การไม่เห็นแก่ตัวทุกคนคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมีความเอื้อเฟื้อแผ่เมตตากรุณาต่อกัน ต้องทำงานในส่วนของตนและเจียดจ่ายส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น แม้ว่าแนวความคิดทางการเมืองแบบนี้จะมีความแตกต่างระหว่างชนชั้น แต่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาต่อกัน หลักธรรมที่ พุทธทาสภิกขุ นำมาประยุกต์ใช้กับ “ธรรมิกสังคมนิยม” คือหลักทศพิธราชธรรม, มรรคมีองค์ ๘, โพชฌงค์ ๗, อิทธิบาท ๔, ศีล สมาธิ ปัญญา และหลักเมตตาธรรม เป็นต้น

แนวความคิดทางการเมืองของมหาตมะ คานธี มีพื้นฐานความคิดอิงหลักทางศาสนาฮินดู โดยการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางศาสนาฮินดูและศาสนาอื่นๆ เช่น พระพุทธศาสนาและคริสตศาสนา เป็นต้น คุณค่าแนวความคิดของท่านอาจแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก คุณค่าทางด้านจิตใจ โดยท่านได้นำวิธีการแบบ “อหิงสา” มาใช้กับแนวความคิดทางการเมืองของท่าน อหิงสาเป็นผลของหลักสัตยาเคราะห์ในภาคปฏิบัติ หลักการสัตยาเคราะห์เป็นหลักการที่ท่านสร้างขึ้นมาเอง โดยท่านได้รับอิทธิพลจากการขัดเกลาทางสังคมระหว่างศาสนาต่างๆ การใช้วิธีต่อสู้ทางการเมืองแบบ “อหิงสา” เป็นระบบจริยธรรมของอินเดีย คือการไม่ใช้ความรุนแรงและเน้นพลังแห่งความรัก พลังแห่งความดีงามมาแก้ปัญหาทางการเมือง รวมทั้งผู้ปกครองจะต้องเอื้ออำนวยต่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ท่านเน้นหลักธรรมสำหรับผู้ที่อยู่ในสังคมทุกคน ส่วนที่สอง ในทางการเมือง มหาตมะ คานธี นำวิธีการ “อหิงสา” มาเป็นวิธีการต่อต้านผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรมจนประสบความสำเร็จนำเอกราชมาสู่อินเดียได้ สัตยาเคราะห์เป็นทั้งกลักการ การบริหารจัดการและเป็นขบวนการต่อสู้ทางการเมืองแบบเฉพาะของ มหาตมะ คานธี หลักการเด่นของ “สัตยาเคราะห์” คือการไม่ใช้ความรุนแรง เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว สัตยาเคราะห์ขึ้นอยู่กับหลักการ ๒ อย่างคือ ๑) สัจธรรมและศรัทธาในสัจธรรม ๒) การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง และหลักการสัตยาเคราะห์นี้จะต้องบรรลุถึงวัตถุประสงค์ตามหลักธรรม ๓ ประการคือ (๑) สัจธรรม (๒) อหิงสธรรม (๓) ตปธรรม