Sat
20
Jun
2015

พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ

ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาจะมีหลักธรรมว่าด้วยหลักการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอยู่หลายหมวด แต่จุดอ่อนประการหนึ่งก็คือหลักธรรมเหล่านั้นมักจะเป็นหลักการเกี่ยวกับท่าทีหรือทัศนคติ หาไม่ก็เป็นแนวปฏิบัติอย่างกว้างๆ เช่น สันโดษ การรู้จักประมาณ การแสวงหาและใช้ทรัพย์โดยชอบ จุดอ่อนคือไม่มีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนปัจจุบันทำให้ขาดน้ำหนักหรือถูกมองข้ามไปได้ง่าย ทั้งนี้เป็นเพราะพระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่บังคับควบคุม สำหรับผู้มีปัญญาจะพิจารณาเห็นได้

คำถามคือเหตุใดพระพุทธเจ้าไม่เคยตั้งพระทัยที่จะมอบสูตรสำเร็จของการดำรงชีวิต ผู้คนจำนวนมากหันเข้าหาศาสนาเพื่อมองหาแนวทางที่บอกว่าพวกเขาควรทำอย่างไรจึงจะเป็นคนดี แต่ด้วยความเมตตาพระพุทธองค์และอาจารย์รุ่นต่อมาจึงมอบคำสอนเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการดำรงชีวิต ไม่ใช่เพื่อรับรองผู้ปฏิบัติแต่เป็นวิธีการชั่วคราวเพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติไปถึงสัจธรรมขั้นสูงสุด ซึ่งอาจเปรียบเทียบกับการชี้นิ้วไปยังดวงจันทร์ หากจะค้นหาดวงจันทร์นิ้วที่กำลังชี้ไปก็มีประโยชน์ แต่เมื่อค้นพบดวงจันทร์แล้ว เราก็ควรจะเลิกใช้นิ้วที่ชี้อยู่

อนึ่งเนื่องจากพระพุทธศาสนามีข้อบัญญัติถึงความพอเพียงทางวัตถุอันสง่างามจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐกิจแนวพุทธขึ้นอีกนอกเหนือจากหลักคิดในเรื่องของการดำรงชีพทางเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค กอรปกับในครั้งพุทธกาลเป็นยุคแห่งการแสวงหาความหลุดพ้น แต่ปัจจุบันเป็นยุคที่สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะสังคมกับเศรษฐกิจโลกมิได้เป็นสิ่งที่แยกกันแบบต่างคนต่างอยู่ การคิดแบบแยกส่วนไม่เกี่ยวข้องและไม่เชื่อมโยงกันนั้นเป็นวิธีคิดที่เป็นแบบสมัยใหม่ ซึ่งถือได้ว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิต เช่นเดียวกับการศึกษาพุทธศาสนากับเรื่องการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจก็ย่อมเป็นเรื่องเดียวกัน หัวข้อการสัมมนาทางวิชาการนานาชาติเรื่อง “พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ” จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการค้นหารูปแบบการประยุกต์พุทธธรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้มีความเป็นอยู่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน

Thu
28
May
2015

พระพุทธศาสนากับการเมืองและสันติภาพ

พระพุทธศาสนากับการเมืองและสันติภาพ
การเมืองและสันติภาพเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ให้ความสำคัญที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ทรงต่อสู้กับแนวทางการปกครองที่ถือชั้นวรรณะ การเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มาสู่ความเสมอภาคกันและมีเสรีภาพในการดำรงชีวิตพระพุทธศาสนาจึงมีแนวทางและหลักการที่จะนำพาชาติบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมายที่สงบสุขมีสันติอย่างแท้จริง โดยให้ฝ่ายปกครองและสมาชิกของสังคมนั้น ๆ หรือประเทศชาตินั้น ๆ ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่จะช่วยพยุงความอยู่รอดปลอดภัยให้เกิดแก่ชาติบ้านเมืองเป็นอันดับแรก จะเป็นสภาพเอื้อให้สมาชิกทุกคนในประเทศนั้นมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น และมีจิตใจมุ่งไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยการเมืองในโลกเป็นเรื่องของการแบ่งสรรผลประโยชน์และอำนาจ จึงจำเป็นต้องสะสมผู้คน พวกพ้อง เงินทอง ข้าวของ แม้กระทั่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพราะหากตกลงกันด้วยดีไม่ได้ ก็ต้องข่มขู่ด้วยวิธีการที่รุนแรงไปตามลำดับ จนกระทั่งการสู้รบขนาดเล็กไปจนถึงสงครามขนาดใหญ่ลามไปทั่วโลก การเมืองทางโลกจึงเป็นการแสดงพลังอำนาจทุก ๆวิถีทางเพื่อจะได้เหนือคู่ต่อสู้อันจะทำให้สามารถแย่งชิงผลประโยชน์ในสัดส่วนที่มากกว่าคนอื่นเพราะหตุแห่งการมีกำลังอำนาจมากกว่าคนอื่น
หัวใจของพระพุทธศาสนาคือสันติภาพภายในตัวของมนุษย์ ถ้าเรามีสันติหรือความสงบในหัวใจ เราก็สามารถต่อสู้กับปัญหาภายนอกได้ ด้วยความสุขุมรอบคอบและด้วยปัญญา เราจะเป็นคนที่ยิ้มสู้ปัญหา พระพุทธศาสนาสอนให้เรารักกัน มีความเมตตากรุณาต่อกัน มีความอดทน ไม่เบียดเบียนกัน และคำสอนที่สำคัญที่ทำให้เรามีสันติภาพภายในหคือหลักของอิทัปปจยตาที่สอนว่า “สรรพสิ่งอิงอาศัยกันและกันตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนามุ่งเน้นสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขแต่การจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขนั้นสมาชิกของสังคมจะต้องร่วมกันให้เกิดการปกครองที่ดี ดังคำกล่าวของพระธรรมปิฏกที่ว่า สมาชิกของรัฐผู้มีส่วนร่วมให้เกิดการปกครองที่ดี โดยเฉพาะคนในสังคมประชาธิปไตย พึงรู้หลักปฏิบัติดังนี้
รู้หลักอธิปไตย คือ รู้หลักความเป็นใหญ่ที่เรียกว่า อธิปไตย 3 ประการ ดังนี้
1. อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญ่ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ของตนเป็นใหญ่ ฝ่ายที่เป็นกุศลในด้านนี้คือ การเว้นจากการทำความชั่ว มุ่งทำความดีด้วยการเคารพตนเอง
2. โลกาธิปไตย ถือโลกเป็นใหญ่ คือ ถือความนิยมของชาวดลกเป็นใหญ่ หวั่นไหวไปตามเสียงนินทา สรรเสริญ เป็นต้น ฝ่ายที่เป็นกุศลได้แก่ เว้นจากการทำชั่ว มุ่งทำความดีด้วยการเคารพเสียงของชนหมู่มาก
3. ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ คือ ถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ กระทำด้วยการคำนึงถึงสิ่งที่ได้ศึกษา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การรู้จักพิจารณาอย่างถ่องแท้ ตามกำลังสติปัญญา และมุ่งคิดพิจารณาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงาม ตามหลักโดยทั่วไปได้แก่ การรู้จักเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา และข้อบังคับทางสังคมหรือองค์กรนั้น ๆ ดังนั้นหากเราต้องการถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ จะต้องยึดหลักของธรรมาธิปไตย โดยมิได้ถือตนหรือถือโลกเป็นใหญ่

Sun
22
Mar
2015

คนไทยกับความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน

ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญควบคู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่า สังคมของชนชาติใด หรือภาษาใด เพราะศาสนาเป็นสิ่งที่มากับชีวิตมนุษย์ทุกคน และมีความ สัมพันธ์ ต่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากศาสนา เป็นสื่อระหว่าง มนุษย์กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ฉะนั้นศาสนาจึงเป็นที่รวมของความ เคารพนับถือสูงสุดของมนุษย์เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ เข้าถึงสิ่งสูงสุดตามอุดมการณ์หรือความเชื่อถือนั้น ๆ และศาสนาเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้าง สรรค์วัฒนธรรมด้านอื่น ๆ แทบทุกด้าน เช่น วัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ ศิลปกรรม วรรณกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ

คนไทยมีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานานนับพันปีเศษมาแล้ว พุทธศาสนิกชนทั้งหลายมีความรู้สึกเคารพและศรัทธาในพุทธศาสนาฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทยมา ตั้งแต่เกิดจนตาย พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จำเป็นต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะศาสนาพุทธ ได้ผูกมัดจิตใจคนไทยทั้งชาติให้เป็นคนรักสันติ รักอิสระเสรี มีนิสัยโอบอ้อมอารี มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พุทธศาสนาได้ฝังรากลงในจิตใจของ คนไทยทั้งใน อดีตและปัจจุบัน คนไทยจึงได้แสดงออกทางศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น จิตรกรรมมักจะเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับชาดกต่าง ๆ ในพุทธประวัติด้านสถาปัตยกรรมก็มีการสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เป็นต้น ส่วนดนตรีไทยก็ให้ความเยือกเย็นตามแนวทางสันติของพุทธศาสนา ด้วยอิทธิพลของ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาทำให้จิตใจของคนไทยแสดงออกมาในลักษณะที่เยือกเย็นมีความเกื้อกูลปรองดองกัน ให้การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และทำให้คนไทยพอใจในการดำรงชีวิต อย่าง สงบสุขมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความสำคัญของศาสนา
ศาสนาทุกศาสนามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม และอิทธิพลต่อสังคมดังนี้
1. เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่พึงทางใจ
2. เป็นแหล่งกำเนิดของจริยธรรม คือ การทำคุณงามความดี งดเว้นการทำความชั่ว รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดความสุขทั้งต่อตนเองและสังคม
3. เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต ศษสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต การประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคม
4.  เป็นกลไกลการควบคุมสังคม ศาสนาเป็นเครื่องควบคุมการกระทำผิดทั้งทางกาย วาจาและใจ ด้วยหลักธรรมคำสั่งสอน ซึ่งกฎหมายไม่อาจทำได้ เพราะกฎหมายควบคุมการทำผิดทางกายแต่คงไม่สามารถควบคุมจิตใจคนได้
5. เป็นแหล่งกำเนิดของศิลปวัฒนธรรม คนไทยมีความผูกพันกับวัดมาแต่สมัยโบราณจะเห็นว่าไม่ว่าศาสนาใดงานทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ล้วนมาจากศาสนาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะได้แรงบันดาลใจจากหลักธรรมะ เรื่อง นรก สวรรค์ ตลอดจนประเพณีต่าง ๆของศาสนานั้น ๆ ด้วย
6. ทำให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ คุณธรรม จริยธรรม จะช่วยหล่อหลอมให้คนเป็นคนที่ สมบรูณ์ปฏิบัติดีทั้งกาย วาจา และใจ
7. เป็นมรดกทางสังคม ศาสนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เพราะหลักธรรม ศาสนาสถานตลอดจนพิธีกรรมต่าง ๆ บ่งชี้ถึงความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมนั้น ๆ ได้

Mon
9
Feb
2015

บทบาทของศาสนาที่ต่อสังคมไทยและเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ


ศาสนาเป็นสิ่งสร้างสรรค์สังคม เป็นเรื่องความเชื่อ ศาสนาโดยทั่วไปแล้วถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมวัฒนธรรมที่แยกจากกันไม่ได้ หากสังคมใดขาดศาสนาหรือศาสนาขัดแย้งกัน ทำให้ศาสนาเดือดร้อนวุ่นวายทำให้สังคมนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ศาสนามีหน้าที่ต่อสังคมหลายประการ ได้แก่
1. ในด้านจริยธรรม ศาสนาเป็นวัฒนธรรมทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดความเชื่อในคุณค่า ช่วยให้บุคคลมีหลัก มีศีลธรรม ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบอันดีงาม คำว่าจริยธรรม มาจากคำว่า จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ เมื่อนำมารวมกับคำว่า จริยะ มาต่อกันคำว่า ธรรมะ เป็นจริยธรรม หมายความว่า กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ
คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ธรรมนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
– ประเภทที่ควรบำเพ็ญ ควรนำมาปฏิบัติให้เกิดขึ้นในตน เพื่อปรับปรุงตนให้เป็นคนดี เรียกว่ากุศลกรรม
– ประเภทที่ควรละเว้น ไม่ควรนำมาประพฤติปฏิบัติ เพราะเป็นธรรมที่ทำให้เป็นสิ่งไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรม
– ประเภทที่จัดเป็นกุศลหรืออกุศลไม่ได้ เป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้รู้ไว้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละเว้นหรือต้องบำเพ็ญ เรียกว่า อัพยากตธรรม

2. ในด้านความเชื่อ ศาสนาเน้นเรื่องความเชื่อ เชื่อในอำนาจลี้ลับ โดยต้องใช้วิจารณญาณไม่งมงาย และมอมเมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเวทมนต์คาถา เพราะเชื่อกันว่าความเชื่อและการปฏิบัติในทางเวทมนต์คาถาทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สถานการณ์บางอย่างได้เป็นสิ่งที่ให้ความหวัง ให้ความเชื่อมั่นและให้การบำรุงขวัญแก่มนุษย์
บทบาทของศาสนาที่มีต่อเศรษฐกิจ
ศาสนามีผลต่อเศรษฐกิจเพราะกิจกรรมทางศาสนามีส่วนแบ่งปันความมั่งคั่งต่อสังคมอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะศาสนาเป็นมาตรการหลักที่ช่วยพิจารณาได้ว่ายิ่งความเจริญให้ด้านจิตใจหรือการมีศีลธรรม ครองใจของบุคคลมีมากเพียงใด ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะคนทุกคนมักมีความโลภด้วยกันทั้งนั้น
บทบาทของศาสนาที่มีต่อการเมือง
ศาสนาที่มีบทบาทต่อการเมืองการปกครองปัจจุบันนี้ ก็คือการสอนให้คนเป็นคนดี มีจิตใจที่ดี ไม่ให้ละเมิดกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ที่จะทำให้เดือดร้อน ทำให้ผู้ปกครองตั้งอยู่ในธรรมไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ตั้งมั่นอยู่ในธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนดี และยังทำให้ผู้น้อยกับผู้ใหญ่มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันไม่มีความถือตัว ไม่เย่อยิ่ง ทำให้คนมีอัธยาศัยที่ดีต่อกัน ทำให้บ้านเมืองมีแต่ความสุข หลักธรรมสำหรับนักปกครองหรือผู้บริหาร ได้แก่ พรหมวิหารธรรม 4 สังคหวัตถุ 4 อธิปไตย 3 อปริหานิยธรรม 7 และทศพิธราชธรรม 10 เป็นต้น

Mon
19
Jan
2015

ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการดำเนินชีวิตของคนไทย


ศาสนาเป็นสิ่งที่มีมาช้านาน ในระยะแรกศาสนาเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อขจัดความหวาดกลัวสิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบตัวของมนุษย์ คิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของผู้มีฤทธิ์มากกว่าตน เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้ธรรมชาติมากขึ้นและเกิดเป็นศาสนาที่มีเหตุผลเข้ามาเป็นแบบแผนและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ความเชื่อศรัทธาในกิจกรรมหรือพิธีกรรมต่างๆ ของแต่ละศาสนาก็กลายมาเป็นประเพณี วัฒนธรรมที่ทำสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

ศาสนาทุกศาสนา จะเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ มีหลักธรรมคำสั่งสอนที่มุ่งหมายสั่งสอนให้คนที่เป็นสมาชิกในสังคมเป็นคนดี มีคุณธรรมมีเหตุผลและศรัทธาในความถูกต้อง มีพิธีกรรมและเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสนานั้นๆ บุคคลไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ บทบาทใดจะต้องยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมหรือหลักคำสอนจะช่วยแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้ อีกทั้งจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สำหรับคนไทยแล้ว ศาสนาเป็นสถาบันสำคัญของสังคมไทยโดยยอมรับศาสนาพุทธ เป็นศาสนาสำคัญประจำชาติและเปิดโอกาสให้บุคคลนับถือศาสนาต่างๆได้โดยอิสระ ยอมให้ศาสนาสำคัญทั้งปวงตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ เช่นศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ อินดู เป็นต้น แต่ศาสนาพุทธเป็นจุดรวมจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ จึงได้ยึดหลักธรรมมาเป็นพื้นฐานของชีวิตเพื่อที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศด้วย นอกจากศาสนาพุทธแล้ว ยังนำสิ่งที่มีคุณค่าของศาสนาอื่นมาผสมผสานกับหลักของศาสนาพุทธด้วย เช่น พิธีกรรมของพราหมณ์ในการตั้งศาลพระภูมิ การขึ้นบ้านใหม่ การเข้าร่วมทำกิจกรรมกับศาสนาอื่น โดยไม่ถือว่าเป็นการเสื่อมเสียหรือเป็นบาป ยอมรับการแต่งงานกับคนต่างศาสนาได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันของครอบครัว และยังให้การคุ้มครองป้องกันศาสนาและลัทธิความเชื่อทั้งหลายที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

หลักธรรมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ สามารถจูงใจและผูกใจคนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น มนุษย์จะนำศาสนาที่คนนับถือติดตัวไปปฏิบัติหรือเผยแพร่ในที่ใหม่ ศาสนาไม่ใช่ของที่อยู่กับที่แต่จะอยู่ตรงที่หนึ่งที่ใดก็ต่อเมื่อมนุษย์ยังไม่อพยพไปไหน บุคคลที่เกิดมาในศาสนาใดก็จะนับถือศาสนานั้น และมีความประพฤติคล้ายกับบุคคลที่นับถือศาสนานั้นๆ เช่น เด็กฝรั่งที่ถูกเลี้ยงแบบไทยและให้นับถือศาสนาพุทธ ก็จะมีพฤติกรรมและความคิดอ่านไปในแบบไทยๆ เป็นต้น ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของคนในสังคม โดยเฉพาะหลักธรรมที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตซึ่งทุกศาสนามีความสอดคล้องกัน โดยการยึดมั่นในการทำความดี ความสอดคล้องกันของหลักธรรมของแต่ละศาสนาทำให้บุคคลเข้าใจกัน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข